ประวัติความเป็นมา
1. ความเป็นมาของกรมการพลังงานทหาร 
     พ.ศ.2476 แผนกเชื้อเพลิง กรมพลาธิการทหารบก
     พ.ศ.2480 กรมเชื้อเพลิง กระทรวงกลาโหม
     พ.ศ.2496 กรมการพลังงานทหาร สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
 
2. การพัฒนาปิโตรเลียมในเขตภาคเหนือ 
     2.1 ประวัติการพัฒนาปิโตรเลียมในเขตภาคเหนือ
     2.2 การสำรวจน้ำมันที่อำเภอฝางก่อนโอนกิจการมาเป็นของกรมการพลังงานทหาร 
          พ.ศ.2464 การรถไฟ
          พ.ศ.2479 กรมทาง
          พ.ศ.2492 กรมโลหะกิจ
          พ.ศ.2499 โอนกิจการน้ำมันฝางมาให้กรมการพลังงานทหาร 

ความเป็นมาของกรมการพลังงานทหาร

     แผนกเชื้อเพลิง กรมพลาธิการทหารบก กระทรวงกลาโหม 
          หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ แล้วรัฐบาลมีนโยบายปรับปรุงและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าทั้งในด้านการทหารและด้านเศรษฐกิจ ทำให้สถิติน้ำมันเชื้อเพลิงที่สั่งซื้อเข้ามาใช้ในประเทศสูงขึ้น แต่การค้าน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศไทยในขณะนั้นอยู่ในมือของบริษัทต่างชาติซึ่งดำเนินการในลักษณะผูกขาดทำให้น้ำมันมีราคาสูงมาก เนื่องจากน้ำมันเชื้อเพลิงยังเป็นปัจจัยที่สำคัญสำหรับภาครัฐโดยเฉพาะ ทางด้านการทหาร และภาคเอกชนทั่วไป คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติสั่งการให้กระทรวงกลาโหมจัดตั้ง “แผนกเชื้อเพลิง” ให้เป็นหน่วยขึ้นตรงของ กรมพลาธิการทหารบกตั้งแต่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๗๖ มีภารกิจในการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่ทางราชการทหาร สำหรับหน่วยราชการอื่น ๆ ทั้งหมด ก็ให้ซื้อน้ำมัน เชื้อเพลิงจากแผนกเชื้อเพลิง กรมพลาธิการทหารบกด้วย การดำเนินงานของแผนกเชื้อเพลิงในปีแรกเป็นผลทำให้ราคาน้ำมันในท้องตลาดลดลง  

      กรมเชื้อเพลิง กระทรวงกลาโหม
          เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๐ รัฐบาลได้ยกฐานะแผนกเชื้อเพลิงเป็น “กรมเชื้อเพลิง” อยู่ในสังกัดกระทรวงกลาโหม โดยเริ่มเปิดการจำหน่ายน้ำมันให้แก่ประชาชนด้วยก่อนจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ รัฐบาล เห็นความจำเป็นในการสำรองน้ำมันไว้ในภาวะวิกฤต จึงได้ตราพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๔๘๑ ขึ้น เป็นผลให้บริษัทต่างชาติที่มีอิทธิพลต่อการค้าน้ำมันในสมัยนั้น เกิดความไม่พอใจจึงหยุดกิจการลง กรมเชื้อเพลิง จึงได้ทำการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงไว้ทดแทน พ.ศ. ๒๔๘๓ กรมเชื้อเพลิงได้ก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันขนาด ๑,๐๐๐ บาเรลต่อวัน ขึ้นที่ช่องนนทรี ทำให้การจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแก่หน่วยราชการและประชาชนเป็นไปด้วยดีแม้มีสงครามโลกครั้งที่ ๒ เกิดขึ้น กรมเชื้อเพลิงสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในฐานะที่ไทยเป็นประเทศผู้แพ้สงครามทำให้บริษัทต่างชาติกลับเข้ามามีอิทธิพลอีก ได้บีบบังคับให้รัฐบาลยกเลิกพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.๒๔๘๑ และลงนามยินยอมให้ต่างชาติค้าขายน้ำมันโดยเสรี รัฐบาลคงควบคุมได้เฉพาะการสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคงของประเทศเท่านั้น ผลของสัญญาดังกล่าวทำให้รัฐบาลต้องยุบกรมเชื้อเพลิงและขายทรัพย์สินให้บริษัทต่างประเทศ เมื่อ ๕ เมษายน ๒๔๙๐ องค์การเชื้อเพลิง กระทรวงกลาโหม ต่อมากระทรวงกลาโหมได้ขอจัดตั้ง แผนกเชื้อเพลิง ขึ้นใหม่ เพื่อแก้ปัญหาความไม่สะดวกในการจัดซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากท้องตลาด และป้องกันการขาดแคลนน้ำมันในภาวะสงคราม โดยสามารถซื้อน้ำมันจาก ต่างประเทศได้โดยตรง ซึ่งไม่เป็นที่พอใจและถูกคัดค้านจากบริษัทต่างชาติวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๔ ได้มีการก่อสร้างคลังน้ำมันคลองเตย ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ พร้อมทั้งถนนและทางรถไฟเข้าไปยังคลังน้ำมันในระหว่างนี้บริษัทต่างชาติพยายามขัดขวางการดำเนินงานทุกวิถีทางวันที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ.๒๔๙๕ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้กระทรวงกลาโหมจัดตั้งองค์การเชื้อเพลิง ขึ้นเพื่อดำเนินการจัดซื้อน้ำมันเชื้อเพลิง โดยการเปิดประมูลทั่วไป และต่อมาเมื่อ วันที่ ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๙๕ องค์การเชื้อเพลิงได้เสนอโครงการ ๕ ปี ( ปี พ.ศ.๒๔๙๖ ถึง พ.ศ.๒๕๐๐ ) เพื่อขยายกิจการโดยมี ๓ โครงการใหญ่คือ ๑.โครงการสร้างคลังเก็บน้ำมันและท่าเทียบเรือน้ำมันขนาดใหญ่ ๒.โครงการสร้างคลังเก็บน้ำมันสำรองสำหรับ ๓ เหล่าทัพ ใน ๕ จังหวัด ๓.โครงการสร้างโรงกลั่นน้ำมันขนาด ๑,๐๐๐ บาเรลต่อวัน คณะรัฐมนตรีได้รับหลักการโครงการ ๕ ปี เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๙๖ ซึ่งในขณะนั้นมี ฯพณฯ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม

     จัดตั้งกรมการพลังงานทหาร
          วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๖ ได้มีพระราชกฤษฏีกาการจัดวางระเบียบราชการสำนักงานเลขานุการ รัฐมนตรีและสำนักงานปลัดกระทรวงในกระทรวงกลาโหม ปี พ.ศ.๒๔๙๖ เปลี่ยนแปลงฐานะของแผนกเชื้อเพลิงเป็นกรม ชื่อว่า “กรมการพลังงานทหาร” และให้เป็นหน่วยขึ้นตรงต่อสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม การพัฒนาปิโตรเลียมในเขตภาคเหนือ
 
     ประวัติการพัฒนาปิโตรเลียมในเขตภาคเหนือ
          เมื่อประมาณร้อยปีเศษมาแล้ว ชาวบ้านในท้องที่ อ.ฝาง ได้พบน้ำมันในลักษณะสีดำไหลซึมขึ้นมาบนผิวดิน บางคนถือว่าเป็นน้ำมันศักดิสิทธิ์นำมาทาร่างกายเพื่อรักษาโรคต่างๆ เมื่อความทราบถึงเจ้าหลวงเชียงใหม่จึงสั่งให้ขุดเป็น บ่อตื้นๆ เพื่อกักน้ำมันไว้ใช้เรียก บ่อเจ้าหลวง หรือ บ่อหลวง การสำรวจน้ำมันที่อำเภอฝางก่อนโอนกิจการมาเป็นของกรมการพลังงานทหาร  

      การรถไฟ
          พลเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระกำแพงเพชรอัคโยธิน เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็น พระเจ้า น้องยาเธอกรมขุนกำแพงเพชรอัครโยธิน ซึ่งขณะนั้นทรงเป็นผู้บัญชาการรถไฟ เมื่อได้ทรงทราบถึงการพบน้ำมันที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ จึงว่าจ้างนักธรณีวิทยา สาขาน้ำมัน ชาวอเมริกัน ชื่อ Mr.Wallace Lee มาทำการสำรวจทางธรณีวิทยา เมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๔ – ๒๔๖๕ รวมเวลา ๒ ปี พร้อมกันนั้นได้ทรงสั่งซื้อเครื่องเจาะ และว่าจ้างชาวอิตาเลียนมาทำการเจาะตรวจสอบบริเวณบ่อหลวงจำนวน ๒ หลุม หลุมแรกเจาะได้ลึกประมาณ ๒๑๖ เมตร การเจาะขัดข้องเนื่องจากท่อกรุยุบตัว ร่องรอยที่พบเป็นเพียงก๊าซธรรมชาติ หลุมที่ ๒ อยู่บริเวณใกล้เคียงกับหลุมที่ ๑ เจาะได้ลึกประมาณ๑๘๕ เมตรการเจาะก็ขัดข้องเช่นกันเนื่องจากท่อกรุขาดตรงรอยต่อ จึงทำให้ต้องระงับการเจาะ แผนกเชื้อเพลิง กรมพลาธิการทหารบก หลังจากที่ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๖ แลัวได้เริ่มงานการสำรวจปี พ.ศ.๒๔๗๗ โดยได้ว่าจ้าง นักธรณีวิทยาชาวสวิส ๒ นาย คือ Dr.Arnold Heim และ Dr.Hans Hirschi มาทำการสำรวจ โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยสมทบด้วย ๓ นาย คณะสำรวจได้ทำการสำรวจด้วยการตรวจสภาพทางธรณีวิทยาผิวดิน และขุดบ่อตื้นๆ หลายบ่อเพื่อหาทิศทางการซึมของน้ำมันขึ้นมาบนผิวดิน การสำรวจดำเนินไปประมาณเดือนเศษจึงได้เลิกล้มไป
 
     กรมทาง
          กรมทางได้เข้ามาดำเนินการสำรวจในปี พ.ศ.๒๔๗๙ โดยอธิบดีกรมทางในขณะนั้นคือ ม.ล.กรี เดชาติวงศ์ วัตถุประสงค์ในการสำรวจคือหาปริมาณทรายน้ำมันที่อยู่ใกล้ผิวดิน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อกรมทางในการใช้แทน ยางแอสฟัลท์ การสำรวจใช้เครื่องเจาะสว่านหมุนด้วยแรงคน เรียกว่า เครื่องเจาะบังก้านเจาะลึกประมาณ ๑๐ - ๒๐ เมตร ผลการสำรวจได้ปริมาณทรายน้ำมันประมาณ ๓.๘ ล้านลูกบาศก์เมตร นอกจากนั้น กรมทางยังใช้เครื่องเจาะที่สามารถเจาะได้ ๒๐๐ เมตร ทำการเจาะอีกหลายหลุม ปรากฏว่าพบน้ำมันดิบในระดับความลึกประมาณ๗๐ เมตร เรียกหลุมที่เจาะพบน้ำมันว่า “บ่อระเบิด” กรมทางพยายามผลิตน้ำมันออกมาได้ ๔๐,๐๐๐ ลิตร พร้อมทั้งสร้างโรงกลั่นทดลองเพื่อกลั่นน้ำมันที่ได้ แต่เนื่องจากขาดอุปกรณ์ขาดความชำนาญ รวมทั้งกิจการน้ำมันมิใช่หน้าที่ของกรมทาง งานทั้งหมดจึงต้องยุติลง แต่อย่างไรก็ตามในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ กรมทางก็ได้พบแหล่งทรายแอสฟัลต์ในระดับตื้นเพียงไม่เกิน ๑๐ เมตร และได้นำมาทดลองลาดถนนสายแม่สูน–อำเภอฝาง

     กรมโลหะกิจ ( ปัจจุบันคือกรมทรัพยากรธรณี )
          กรมโลหะกิจเข้าดำเนินงานในช่วงปี พ.ศ.๒๔๙๒-๒๔๙๙ โดยใช้ชื่อหน่วยงานว่า “หน่วยสำรวจน้ำมันฝาง” ขั้นแรกทำการสำรวจธรณีวิทยาผิวดินและทางอากาศ กับสำรวจธรณีฟิสิกส์ ปี พ.ศ. ๒๔๙๓ และได้สั่งซื้อเครื่องเจาะชนิด Rotary เจาะได้ลึก ๑,๐๐๐-๑,๕๐๐ เมตร (ประมาณ ๕,๐๐๐ ฟุต) จากประเทศเยอรมนี มาทำการเจาะพบน้ำมันที่ระดับความลึกประมาณ ๒๓๐ เมตร สูงประมาณ ๕ เมตร บริเวณบ่อต้นขาม ต่อมาเรียกว่า “แหล่งน้ำมันไชยปราการ” ในปี พ.ศ.๒๔๙๘ กรมโลหะกิจได้ซื้อเครื่องเจาะขนาดเล็กชนิดติดตั้งบนรถยนต์จากสหรัฐอเมริกาตลอดจนอุปกรณ์ทำหลุมสำเร็จรูป ดำเนินการเจาะทำหลุมสำเร็จรูประดับความลึก ๒๐๐ - ๓๐๐ เมตร เป็นบางหลุม ทางด้านการ กลั่น ได้สร้างโรงกลั่นทดลองขนาดเล็ก ทำการกลั่นเป็นครั้งคราว ใช้น้ำมันดิบประมาณ ๑,๐๐๐ ลิตร ดำเนินการกลั่นในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๗ – ๒๔๙๙ การดำเนินงานเกี่ยวกับการพัฒนาการน้ำมันที่อำเภอฝางในความควบคุมของกรมโลหะกิจ ขณะนั้นมีคณะกรรมการทำหน้าที่รับผิดชอบอยู่ชุดหนึ่ง โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานคณะกรรมการมีความเห็นว่าในด้านการเจาะน้ำมันนั้น ควรทำการเจาะสำรวจเป็นส่วนใหญ่ ส่วนด้านการกลั่นก็ให้มุ่งในการทำแอสฟัลต์

     โอนกิจการน้ำมันฝางมาให้กรมการพลังงานทหาร
          ในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ Dr.Harold Hutton ผู้เชี่ยวชาญด้านปิโตรเลียมได้ไปดูกิจการของหน่วยสำรวจน้ำมันฝาง และรายงานว่าน้ำมันดิบที่ฝางน่าจะนำมากลั่นออกขายได้ นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการสำรวจเพิ่มเติมเพื่อตั้งโรงกลั่นขนาด ๑,๐๐๐ บาเรล ถ้าหากมีปริมาณ เพียงพอ ดังนั้นเมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ.๒๔๙๙ คณะรัฐมนตรีได้ ลงมติให้โอนกิจการน้ำมันของหน่วยสำรวจน้ำมันฝาง กรมโลหะกิจ กระทรวงอุตสาหกรรม มาให้กรมการพลังงานทหาร กระทรวงกลาโหมเป็นผู้ดำเนินการ